Showing posts with label thai holiday. Show all posts
Showing posts with label thai holiday. Show all posts

Tuesday, March 2, 2010

Thailand International Kite Festival

the history of Thailand , the nature travels,tour in thailand ,thailand,entertainment,hotel in thailand,thai shoping,thai secret

The 11th Thailand International Kite Festival ( Colouring the Sky )

Date:
Saturday 13 – Sunday 14 March 2010 from 10.00 – 21.00 hrs

Venue: Mrigadayavan Palace , Naresuan Camp , Amphoe Cha-am ,
Phetchaburi


kite


Kite flying is a world popular sport that has evolved over the decades
resulting in changes into modernized patterns and materials. Nowadays, the
features of a kite has a beautifully bigger structure and adopted modern
technology in its production, which brings in a variety of forms and structures
and methods of flying; as such, it creates a spectacle to the audience. It is
believed that the invention of kite dates back to 400 B.C. with the purpose of
pleasure and certain usefulness. From an academic chronicle, it was found that a
Chinese engineer named Kungshu Pan (Lu Ban) built a wooden bird, which could fly
in the sky for 3 days; therefore, it was assumed as the world’s first kite.

In Thailand, kite flying has been long popular since the Sukhothai and Ayutthaya
periods among the royalty as well as ordinary people. However, the Royal
Household’s law forbade that no one could fly a kite over the palace; otherwise,
punishment by law would be enforced. The Chula-Pakpao kites were created in the
Ayutthaya period and the competition had been held until the Rattanakhosin
period. King Rama ll was fond of Chula kite fighting with the Pakpao kite of his
brother. Westerners compared the Chula kite as a male and Pakpao kite as a
female, which was similar to the Thai social value in that period that males
dominated female. Kite flying was also the most popular sport in king Rama IV,
kite flying at Sanam Luang inside the Dusit Palace, and had a kite flying
competition held at Dusit Palace in 1856, where he presided over himself. In the
reign of King Rama VI, kite flying was restored as a sport and Phraya Phirom
PhaKdi organized a kite flying competition at Sanam Luang. After World was II,
the Siam Sport Club held an annual kite flying competition.


kiteThe tourism Authority of Thailand (TAT) first held the Thailand International
Kite Festival in 1989 and has continuously held the event in many arenas ; such
as, the seashore of Pattaya, Chon Buri, the grounds of the Bang sai Royal Folk
Arts and Crafts Centre, Phra Nakhon Si Ayutthaya, Sanam Luang, Bangkok, Mueang
Thong Thani Sports Complex, Nonthaburi, The 16th Infantry, Suriyothai camp,
Prachup Khiri Khan, and Naresuan Camp, Phetchaburi, until now. In 2010 TAT in
cooperation with Phetchaburi province, Naresuan Camp, Phra Ram VI Camp, the Thai
Sports World under Royal Patronage, Bangkok Metropolitan Adminitration, Thailand
kite fliers Association, and Sanook Sky Kite Flyer Club will hold the 11th
Thailand International Kite Festival during 13-14 March 2010, at Amphoe Cha–am,
Phetchaburi. This province has been considered to be a well-equipped potential
tourist destination and capable of organizing sports for tourism activities
which draw more visitors into the area.

Main activities

1. 4 regions Thai Kite Flying Shows

2. International Kite Flying Show

3. International Night Flying Show

4. Demonstration and exhibition of Thai Kites

5. Demonstration of the Chula- Pakpao Kite Fighting

6. Competition and demonstration of Stunt Kite

7. Fast kite Flying Contest

8. Fighting Kite Show

9. Flat Kite Contest

10. Invention of creative kites

11. Kite stall Contest

12. Kite street market and clinic

13. Art for children

14. Food and handicraft booths

Other interesting activities

1. Parachute show

2. Radio controlled model airplane show and competition

3. Visit Mrigadayavan Palace

4. Energy-saving car rally

Thursday, January 28, 2010

Chinese New Year Festival in Thailand

Chinese New Year Festival in Thailand,the history of Thailand , the nature travels,tour in thailand ,thailand,entertainment,hotel in thailand,thai shoping,thai secret



Chinese New Year Festival in
Thailand


Date : 5 - 22 February 2010

Venue : Bangkok (Chinatown on Yaowarat Road, CentralWorld Plaza, The National
Theatre), Suphan Buri, Ratchaburi, Ayutthaya, Chonburi (Pattaya), Chiang Mai,
Nakhon Sawan, Nakhon Ratcha Srima, Songhkla (Hat Yai), and Phuket.

Chinese New Year Festival in Thailand
Thailand’s top destinations celebrate Chinese New Year in style with magnificent
arts and colourful cultural performances presented by artists from 10 provinces
in China. These visiting groups provide rare insights into China’s vast cultural
diversity with authentic demonstrations of Shaolin Kung Fu and acrobatics,
Chinese opera, traditional puppet demonstrations, mask-changing dances, and
Chinese music performances. There are also tribal dances from Tibet and
Mongolia.










One of the main venues in Bangkok is the city’s Chinatown, a fascinating maze of
streets and lanes crammed with shops, restaurants and street-side stalls. But
there are celebrations to mark the arrival of the Year of the Tiger in the
city’s up-scale shopping district around Central World Plaza and the National
Theatre next to Sanam Luang.

Chinese communities abound in various provinces in Thailand, so visitors are
never too far from the colourful, robust celebrations that mark the arrival of
the New Year. Phuket town on the southern island is an important venue for both
religious and social celebrations. Ayutthaya 70 km north of Bangkok is another
popular venue, while Pattaya on the eastern seaboard, Chiang Mai in the north
and Songkhla on the southern coastline of the Gulf of Thailand are equally
impressive places to visit during Chinese New Year celebrations.

โลกใต้ทะเล หมู่เกาะอาดัง-ราวี

the history of Thailand , the nature travels,tour in thailand ,thailand,entertainment,hotel in thailand,thai shoping,thai secret

โลกใต้ทะเล หมู่เกาะอาดัง-ราวี

อุทยานแห่งชาติตะรุเตา ตั้งอยู่ในเขตจังหวัดสตูล แบ่งเป็นสองหมู่เกาะใหญ่
คือ หมู่เกาะตะรุเตา และหมู่เกาะอาดัง-ราวี ซึ่งในบริเวณนี้ยังประกอบด้วยเกาะเล็ก ๆ
อีกหลายเกาะ เช่น เกาะหลีเป๊ะ เกาะหินงาม เกาะยาง เกาะดง เกาะไม้ไผ่ เกาะหินซ้อน
เป็นต้น
โลกใต้ทะเลบริเวณโดยรอบนี้มีความหลากหลายของสัตว์ทะเลที่นักดำน้ำอาจพบเห็นได้อย่างปลากระเบนราหู
ปลาไหลมอเรย์ ปลาสิงโต ปลาหมึก ดาวขนนก ทั้งยังมีปะการังแข็งและประการังอ่อน
อยู่หลายจุดซึ่งเหมาะแก่การดำน้ำทั้งแบบน้ำตื้นและน้ำลึก อาทิ


thai holiday


กองหินจาบังหรือร่องน้ำจาบัง อยู่ระหว่างเกาะอาดังและเกาะราวี
กองหินใต้น้ำ 5 จุดนี้ปกคลุมไปด้วยปะการังอ่อนสีชมพู สีม่วง สีแดง
สีน้ำตาลไล่น้ำหนักอ่อนแก่อย่างสวยงาม ซึ่งมีระดับความลึกไม่มากนัก
เหมาะสำหรับการดำน้ำลึกและการดำน้ำตื้น


เกาะดง เกาะหินซ้อน ตั้งอยู่ใกล้เกาะราวี
มีก้อนหินรูปทรงสี่เหลี่ยมซ้อนกันอันเป็นสัญลักษณ์ของเกาะแห่งนี้
บริเวณรอบเกาะมีจุดดำน้ำลึกและดำน้ำตื้นให้นักท่องเที่ยวได้ชมความงามของปะการังอ่อนและปะการังแข็งใต้ท้องทะเลรอบเกาะได้อีกด้วย



เกาะยาง
อยู่ใกล้กับเกาะหินงามบริเวณโดยรอบเกาะมีปะการังแข็งอย่างปะการังเขากวาง
ปะการังผักกาด เหมาะสำหรับการดำน้ำตื้น


เกาะหินงาม นอกจากจะได้ชมความงามของก้อนหินกลมมนบนเกาะแล้ว
บริเวณด้านหลังเกาะหินงามยังมีแนวปะการัง ดอกไม้ทะเล ปลาการ์ตูน
น้ำใสเหมาะแก่การดำน้ำตื้น



เกาะราวี สำหรับผู้ที่ชอบการเล่นน้ำ
มีหาดทรายขาวละเอียดทอดยาวอยู่ด้านหน้าเกาะ น้ำใส เงียบสงบ
ด้านหน้าหาดมีแนวปะการังแข็ง ดอกไม้ทะเล เป็นแนวยาวขนานไปกับชายหาด
เหมาะสำหรับการดำน้ำตื้น บนเกาะมีร้านอาหารสวัสดิการของหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติ


เกาะผึ้ง เกาะเล็ก ๆ อยู่ระหว่างเกาะราวีและเกาะดง
มีกัลปังหาและปะการังแข็งอยู่บริเวณใกล้ร่องน้ำ เหมาะสำหรับดำน้ำตื้น


เกาะหินขาว
เป็นจุดดำน้ำตื้นอีกจุดหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้เกาะหลีเป๊ะ มีปะการังอ่อน ปะการังแข็ง
และฝูงปลาเป็นจำนวนมาก


นอกจากนี้ยังมีจุดดำน้ำอีกกว่า 20
จุดที่น่าสนใจบริเวณโดยรอบเกาะอาดัง-ราวี อาทิ เกาะกระ เกาะลิง เกาะรอกลอย
ความงดงามของโลกใต้ทะเลนั้นขึ้นอยู่กับสภาพอากาศและระดับน้ำขึ้นน้ำลงซึ่งควรตรวจสอบล่วงหน้า
ฤดูกาลที่เหมาะสมในการท่องเที่ยวบริเวณอุทยานแห่งชาติตะรุเตาคือช่วงเดือนพฤศจิกายน-เมษายนของทุกปี
นักท่องเที่ยวสามารถติดต่อทัวร์ดำน้ำได้ที่ผู้ประกอบการบนเกาะหลีเป๊ะ

ข้อมูลโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

Friday, May 15, 2009

ท่องเที่ยวดูนก travel see a bird from the nature

the history of Thailand , the nature travels,tour in thailand ,thailand,entertainment,hotel in thailand,thai shoping,thai secret


นั่งมองท้องฟ้าที่บ้าน(โชคดีที่บ้านยังมีพื้นที่ว่างๆให้มองเห็นท้องฟ้า) ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกในบริเวณบ้าน ได้ยินเสียงนกร้องทั้งนกกางเขนและนกกระจิบตัวเล็กๆที่บินไปมา ผมไม่ใช่นักดูนกแต่ก็ชอบธรรมชาติและสัตว์ทุกอย่าง เสียงนกร้องเพลงขับขานยามหลังฝนตก ช่างเป็นเสียงที่ฟังแล้วเพลินใจ ได้มองเห็นนกตัวเล็กบินโผจากกิ่งไม้หนึ่งไปยังอีกกิ่งไม้หนึ่ง ฮื่ม...นี่สิธรรมชาติที่เราคนในเมืองถวิลหา นกเป็นสัตว์ที่มีมานานหากจะพูดกันไปอาจจะต้องย้อนไปเป็นล้านปีจนถึงยุคของไดโนเสาร์ มาวันนี้พื้นที่อาศัยของนกลดลงจนน่าใจหาย นกเป็นสัตว์ที่สวยงามและแน่นอนมันเป็นสัตว์ที่อยู่ในวัฏจักรห่วงโซ่อาหารของธรรมชาติ นกมีประโยชน์ทั้งช่วยกำจัดแมลงที่เป็นศัตรูของพืชไร่ และกำจัดซากเน่าเปื่อยต่างๆ



นกเขนเทาหางแดง
โลกเป็นที่อยู่อาศัยอันสวยงามและอุดมสมบรูณ์ของชีวิต มนุษย์ พืชและสัตว์
หากปราศจากสิ่งหนึ่งสิ่งใดในสามสิ่งนี้ อีกสองสิ่งที่เหลือก็ไม่สามารถจะอยู่ได้ แต่ในปัจจุบันนี้ธรรมชาติของโลกกำลังถูกทำลายด้วยความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์ สัตว์หลายชนิดสูญพันธ์ พื้นที่ป่าถูกทำลายและยังคงเดินหน้าทำลายต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
ขณะที่การทำลายเผ่าพันธุ์เพื่อร่วมโลกของมนุษย์ยังคงเดินหน้า เราจะหาทางอย่างไรเพื่อบอกให้เขารู้ว่าโลกมีพื้นที่และทรัพยากรจำกัด และบอกเขาอย่างไรว่าธรรมชาติต้องมีองค์ประกอบทั้งสามส่วนอย่างสมดุลกัน



เพื่อการคงอยู่การอนุรักษ์ การเรียนรู้เรื่องนกจึงเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะทำให้เยาวชนชองชาติในอนาคตตระหนักถึงการสูญเสียของโลกที่กำลังเกิดขึ้น
และการเรียนรู้เรื่องนกที่ดีที่สุดนั่นคือการที่ให้เขาออกไปสัมผัสกับนกและธรรมชาติจริงๆมากกว่าการนั่งดูเพียงสารคดีอยู่ที่บ้าน อีกทั้งเมื่อเราได้ออกไปดูนกเราก็จะได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องของธรรมชาติและได้ออกกำลังกายและสูดอากาศบริสุทธิ์ไปในตัวอีกทั้งการออกไปดูนกทำให้เรามีโอกาสได้รู้จกผู้คนอีกมากมายหลากหลายอาชีพ และนี่อาจจะเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ของใครบางคน



แต่หากยังมีใครบางคนสงสัยว่าทำไมเราต้องดูนกและนกมีความสำคัญอย่างไร ผมจะขออธิบายให้ฟัง นกเป็นสัตว์ตัวเล็กๆแต่มีคุณประโยชน์มากมายแม้นจะเป็นกลไกที่เล็กแต่สำคัญมากของธรรมชาติ นกบางชนิดกินแมลงเป็นอาหารจะทำให้เกิดการควบคุมจำนวนประชากรของแมลงไม่ให้มีมากจนเกินไป นกบางชนิดกินหนอนที่จะเจาะทำลายพืชไร่นั่นหมายถึงนกช่วยเราในการดูแลพืชผลการเกษตรสินค้าส่งออกที่สำคัญที่สุดนกบางชนิดกินน้ำหวานในเกสรดอกไม้เท่ากับว่าพวกมันได้ช่วยให้พืชได้มีการขยายพันธุ์ และนกบางชนิดก็กินสัตว์ตัวโตอย่างหนูนาทำให้ไร่นาไม่เสียหาย เห็นมั้ยครับนกตัวเล็กนอกสวยงามแล้วมันยังมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อเราและธรรมชาติ



แต่ก่อนจะไปดูนกเรามาเตรียมตัวกันก่อน


ก่อนออกเดินทางเราต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ๆเราจะไปดูนก และลักษณะทางภูมิศาสตร์ และตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางรวมทั้งอาจจะต้องมีการขออุญาติเข้าพื้นที่ล่วงหน้าและตรวจสอบข้อมูลการพบนกในพื้นที่นั้นพร้อมทั้งศึกษาข้อมูลชนิดนก และจัดเตรียมอุปกรณ์ที่จะใช้ในการเดินทางและการดูนกให้พร้อม



การแต่งกายไปดูนกต้องเหมาะสมแต่งกายให้เหมาะสมกับการไปดูนก เราต้องเข้าใจว่าเราไปดูนก(โดยเฉพาะสาวๆ)ไม่ได้ไปเดินชอบปิ้ง ดังนั้นการแต่งกายจึงต้องเลือกเสื้อผ้าที่มีสีสันเข้ากับธรรมชาติและสภาพแวดล้อม ไม่ฉูดฉาดปาดตา สีควรเป็นแบบธรรมชาติ เช่น สีน้ำตาล สีเขียว สีทา สีน้ำเงิน สีดำ และควรงดเว้นการสวมเสื้อและหมวกสีขาวหรือสีสันสดใส คิขุอะโนเนะ เพราะนกมันมีสายตาที่ดีและจะบินหนีไปเมื่อเห็นตัวประหลาดมาเดินแฟชั่นแถวบ้านของพวกมัน และนอกจากนั้นเราควรมีเสื้อกันฝน ถุงพลาสติก(ใส่ของอย่างกล้องดูนกหรือของจำเป็นอย่างอื่นและข้อสำคัญถุงพลาสติกกรุณาเอากลับมาทิ้งที่บ้านในถังขยะนะครับ อย่างทิ้งไว้เป็นภาระของธรรมชาติ)



อุปกรณ์ในการดูนก หลักๆก็คงเป็นกล้องสองตา(Binoculars)รือกล้องเทเลสโคป(Telescope)และหนังสือคู่มือดูนกและสมุดจดไว้จดรายละเอียดของนกที่เราเห็น
เช่น ลักษณะของนก สีนก จำนวน เวลา สถานที่ นอกจากนั้นก็อาจจะเป็นกล้องถ่ายภาพ
ดินสอสีหรือปากกาสำหรับคนที่อยากจะสเกตซ์ภาพนก
และก่อนออกเดินทางเราต้องตรวจอุปกรณ์ทุกชิ้นว่ามันยังปกติดีอยู่
เพราะในป่าในดอกคงไม่มีร้านสะดวกซื้อให้เรา



ข้อแนะนำในการดูนกอีกอย่างที่ผมจะขอพูดถึงคือเทคนิคการดูนกตามธรรมชาติ





  • ดูนกในเวลาเช้า เพราะนกส่วนใหญ่หากินเวลาเช้า
    จนถึงประมาณ10.00 น.และหลังจาก14.00 น.จะเป็นนกที่หากินกลางคืน


  • หยุดการเคลื่อนไหวทุกๆ5นาที
    เพื่อสำรวจดูนกรอบๆและฟังเสียงร้องเพื่อจะได้ทราบว่ารอบตัวเรามีนกกี่ตัวละเป็นนกอะไรบ้าง
    อย่าคุยแข่งกับเสียงนก เราใช้ตาดูมือจดนะครับปากเงียบไว้จะดีกว่า


  • มองหานกทุกตำแหน่งตั้งแต่บนพื้นดิน ในกอหญ้า พุ่มไม้
    ต้นไม้ตั้งแต่โคนต้นจนถึงยอดบนสุดและเลยขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วย


  • พยามส่งเสียงรบกวนนกให้น้อยที่สุด
    เพราะเราสวมบทเป็นนายพรานที่จะมาส่อง(ดู)นก ดังนั้นทำเสียงให้เกิดน้อยที่สุด
    โดยเฉพาะเสียงจากการเหยียบกิ่งไม้ใบไม้แห้ง



  • เมื่อมองเห็นนกในระยะไกลให้ส่องกล้องดูก่อนอย่างเพิ่งรีบเดินเข้าไปในระยะใกล้
    เพราะเราอาจจะทำให้นกหนีไปได้


  • ปฏิบัติตามกฏของสถานที่ ที่เราไปอย่างเคร่งครัด
    เคารพเขาแล้วเขาจะเคารพเราครับ



พูดกันมาเยอะเรื่องดูนกคราวนี้หลายคนคงอยากรู้ว่าที่ดูนกของเมืองไทยมีที่ไหนบ้าง สำหรับแหล่งดูนกของเมืองไทยนั้นมีอยู่กว่า100แห่ง และในแต่ละสถานที่ก็จะมีช่วงเวลาที่เหมาะสมในการดูนก โดยแบ่งได้ดังนี้ครับ


เดือน พฤศจิกายน-กุมภาพันธ์
ตรงกับฤดูหนาว
ช่วงนี้เป็นเวลาที่ดีของปีเพราะเราจะไปดูนกที่ในแถบภาคเหนือเพราะอากาศจะเย็นสบาย
แหล่งที่นิยมดูนกได้แก่ ดอยสุเทพดอยปุย อุทยานแห่งชาติอินทนนท์
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าดอยเชียงดาว อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว
และนอกจากนั้นก็ยังมีทางภาคใต้ตอนบนและภาคตะวันตก
เช่นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่
นกเขนหัวขาวท้ายแดงอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานนเรศวร
อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด และทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เช่น
อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเขียว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง


เดือนมีนาคม-มิถุนายน
บริเวณที่นิยมดูนกอยู่ที่ภาคใต้และภาคตะวันตก ตั้งแต่ระนองพังงา กระบี่ นราธิวาส
สตูล และหาดใหญ่ เช่น อุทยานแห่งชาติทะเลบัน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าฮาลา-บาลา
เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าโตนงาช้าง


เดือนกรกฎาคม-ตุลาคม
เป็นช่วงฤดูฝนดังนั้นการเดินทางจะค่อนข้างลำบาก
จึงมักจะดูนกในแหล่งใกล้ๆอย่างกรุงเทพก็มักจะไปดูกันที่ อำเภอกำแพงแสน
จังหวัดนครปฐม ตำบลบางปู จังหวัดสมุทรปราการ เป็นต้น


หากคุณไม่มีโอกาสเดินทางไปดูนกไกลๆได้ ก็ลองมองหานกแถวๆบ้านดูสิครับ ลองมองพวกเขาอย่างและหาข้อมูลเกี่ยวกับนกมาอ่านดูแล้วคุณจะรู้สึกว่าธรรมชาติไม่ได้อยู่ไกลเราเลย เราต่างหากที่พยามวิ่งหนีธรรมชาติ



ไว้พบกันคราวหน้าครับ
Secret of Thailand

Sunday, April 5, 2009

เมืองที่เขาคิดว่าจะเป็น"ปาย"แห่งที่สอง

the history of Thailand , the nature travels,tour in thailand ,thailand,entertainment,hotel in thailand,thai shoping,thai secret

เมืองที่ว่ากันว่า จะกลายเป็น
ปายแห่งที่สอง


Image Hosted by Upload.TARAD.com
อากาศร้อนเหมือนจะหยุดเวลาเมืองแห่งนี้ไว้ให้นิ่งสนิท
เปลวแดดเต้นเร่าอยู่บนผิวถนนคอนกรีตไอระอุ ถนนเส้นเลียบริมโขงแทบว่างเปล่า
นานๆ จะมีรถวิ่งผ่านสักคันหนึ่ง
บ้านเรือนที่เป็นห้องแถวไม้ส่วนใหญ่ปิดประตูเงียบเชียบ ราวกับร้างไร้ผู้คนอยู่อาศัย
แต่ที่จริงแล้วมีวิถีชีวิตดำเนินอยู่ภายใต้ความเงียบสงัดเหล่านั้น

แม้จะไม่คึกคักเท่ากับถนนเส้นบนที่เป็นฝั่งตลาเศรษฐกิจของเมือง แต่บ้านเรือนฝั่งติดริมแม่น้ำโขงนี้เคยเป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองของเชียงคานในยุคหนึ่ง ยุคที่ผู้คนสองฝั่งโขงข้ามฟากไปมาหาสู่กันได้โดยอิสระ


เชียงคานสถานที่เคยเป็นเมืองท่าสำคัญที่เป็นแหล่งซื้อขายฝ้ายขนาดใหญ่
รวมทั้งสินค้าจำเป็นอย่างเช่นน้ำมันเชื้อเพลิงในอดีตระหว่างลาวกับไทย


ความรุ่งเรืองนั้นยังหลงเหลือตกทอดมาถึงปัจจุบัน ตึกแถวไม้ใหญ่น้อยที่เรียงรายตลอดสองฟากถนน แสดงให้เห็นว่ายุคหนึ่ง เศรษฐกิจที่นี่เคยรุ่งเรืองปานใดแม้ทุกวันนี้เรือนแถวไม้เหล่านั้นจะถูกปิดไว้เฉยๆ ไม่ได้ทำการค้าคึกคักอย่างสมัยก่อน แต่บางห้องเริ่มมีการปรับปรุงเปิดรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนเชียงคานมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงระยะปีหลังมานี้ ที่ชื่อของเชียงคานเริ่มหอมหวนขึ้นมาในหมู่นักเดินทางคนไทยว่า
ที่นี่จะเป็น"ปาย"แห่งที่สอง

แต่ไม่มีใครอยากให้เชียงคาน เป็นเหมือน"ปาย"


Image Hosted by Upload.TARAD.com
หลังจากชื่อของ 'ปาย' กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวฮิตติดลมบนไปเมื่อหลายปีก่อน เชียงคานกำลังเจริญรอยตามปายมาติดๆ ทั้งจุดเริ่มจากเป็นเมืองฮิตของ Lonely Planet และบรรดาเหล่าแบ็คแพคเกอร์ จากนั้นก็ตามมาด้วยนักเดินทางชาวไทยที่รักความสงบ ช่างภาพ ศิลปิน นักเขียน และคนทำงานศิลปะแขนงต่างๆ เป็นหัวหอกที่เข้ามาท่องเที่ยว เปลี่ยนบรรยากาศกลุ่มแรกๆ ไปจนถึงอยู่ตั้งรกรากที่นั่นImage Hosted by Upload.TARAD.com



เมื่อเริ่มมีกระแสคนไทยมาเที่ยวเชียงคาน ทำให้เมืองเล็กๆ
ชายโขงแห่งนี้มีชื่อเสียงมากขึ้น ทางด้านคนเชียงคานเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการรวมกลุ่มพูดคุยกับองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น เรื่องการออกกฎควบคุมอาคารสูง การทาสีอาคารบ้านเรือน และการใช้พื้นที่ถนนริมเขื่อนสาธารณะที่ติดแม่น้ำโขง เพื่อไม่ให้การท่องเที่ยวมาทำให้บ้านเกิดของพวกเขาเปลี่ยนไปจนไม่หลงเหลือเสน่ห์แบบธรรมชาติบริสุทธิ์ เช่นที่เมืองท่องเที่ยวอย่างปายประสบมาก่อน


ความงดงามในแบบธรรมชาติและวัฒนธรรมดั้งเดิม กำลังจะเลือนหายไปจากปาย...แต่ที่เชียงคาน
หลายคนมองเห็นปัญหาและได้คิดหาแนวทางแก้ไข ธรรมชาติวัฒนธรรม รายได้ ความเจริญ
มันจะต้องเดินควบคู่กันและต้องไม่ทำลายกัน

Saturday, February 7, 2009

ตลาดน้ำ แหล่งท่องเที่ยวที่แสดงความเป็นไทย

the history of Thailand , the nature travels,tour in thailand ,thailand,entertainment,hotel in thailand,thai shoping,thai secret

ในยุคที่กระแสย้อนยุคยังมาแรง สถานที่ท่องเที่ยวอย่างตลาดโบราณ นับเป็นหนึ่งในสถานที่ที่คนนิยมไม่น้อย เพราะด้วยเอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่จึงทำให้ตลาดหลายต่อหลายแห่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของทั้งชาวไทยและต่างชาติ สำหรับในพื้นที่ใกล้ๆกรุงเทพฯ มีตลาดโบราณและตลาดในบรรยากาศย้อนยุคทั้งตลาดน้ำ ตลาดบก อยู่มากหลาย และนี่คือ 10 ตลาดที่น่าสนใจ ที่แต่ละแห่งล้วนอบอวลไปด้วยวิถีแห่งการซื้อขายพื้นบ้านอันเป็นเอกลักษณ์

ตลาดน้ำท่าคา : ต.ท่าคา จ.สมุทรสงคราม หนึ่งในตลาดน้ำสุดคลาสสิกที่แม้ปัจจุบันโลกจะเปลี่ยนแปลงไปมากเพียงใด ชาวตลาดน้ำท่าคาก็ยังคงอนุรักษ์วิถีตลาดน้ำตามธรรมชาติอย่างมั่นคง ซึ่งได้แก่การนัดหมายขายของที่ยังคงใช้วิธีการนัดแบบโบราณคือ ทุกๆข้างขึ้นและแรม 2 ค่ำ 7 ค่ำ 12 ค่ำ(หรือทุกๆ 5 วัน) ตั้งแต่เวลา 05.00-12.00 น. นับเป็นตลาดน้ำแห่งเดียวในเมืองไทยที่ยังคงนัดขายของกันด้วยวิธีการนี้ สำหรับสินค้าที่แม่ค้าแม่ค้าลอยเรือมามาค้าขายก็เป็นผลผลิตทางการเกษตรและสินค้าพื้นบ้าน เช่น ผัก ผลไม้ อาหารทะเล น้ำตาล อาหารการกินสารพัดอย่าง ขนมพื้นบ้านต่างๆ ฯลฯ ท่ามกลางบรรยากาศ อันเรียบง่าย สงบ ร่มเย็นแวดล้อมด้วยเรือกสวนและบ้านเรือนของชาวบ้าน (สอบถามเพิ่มเติมที่ อบต.ท่าคา 0-3476-6208)
ตลาดร่มหุบ : ตั้งอยู่ที่ สถานีรถไฟแม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม ตลาดแห่งนี้ก็คลาสสิกอีกเช่นกัน โดยชื่อ “ตลาดร่มหุบ” เป็นชื่อที่นักท่องเที่ยวได้เป็นคนตั้งให้ตามสภาพที่เกิดขึ้นกับตลาดแห่งนี้ แต่ชื่อจริงๆ คือตลาดราชพัสดุ กรมธนารักษ์ หรือชื่อที่คุ้นเคยในหมู่พ่อค้าแม่ขายคือ “ตลาดรถไฟ” พื้นที่ของตลาดร่มหุบนี้ มีความยาวประมาณ 100 ม. ซึ่งทอดยาวไปตามรางรถไฟ บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะวางขายสินค้าบนพื้นจนติดกับรางรถไฟ เวลารถไฟมาซึ่งประมาณวันละ 8 รอบ พ่อค้าแม่ขายต่างก็เก็บสินค้าและหุบร่มที่กางอย่างพร้อมเพรียงภายในพริบตา จนเป็นที่มาของชื่อตลาดหุบร่ม ที่มีสินค้าจำพวกพวกผัก ผลไม้ เนื้อสัตว์ อาหารทะเลสดๆ วางขายกันในราคาไม่แพงและมีคุณภาพดี (สอบถามเพิ่มเติมที่ ปชส.สมุทรสงคราม 0-3471-4881)
ตลาดน้ำอัมพวา : อยู่ใกล้วัดอัมพวันเจติยาราม อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม เป็นตลาดน้ำยามเย็น เปิดทุกวันศุกร์-เสาร์-อาทิตย์ แม่ค้าแม่ขายจะพายเรือมาจอดให้ได้สั่งซื้อกินกัน อาหารที่ขายมีหลากหลาย เช่น ขนมจีน ขนมเบื้องญวน กระเพาะปลา ข้าวยำปักษ์ใต้กับสลัดผลไม้ ก๋วยเตี๋ยวหมู หอยทอด กวยจั๊บ ขนมใส่ไส้ นอกจากเรืออาหารในคลองแล้ว สองข้างทางทั้งสองฝั่งสะพานยังมีร้านให้เดินเลือกชมกันอีกเพียบ เช่น ขนมหวาน บะจ่าง โอเลี้ยง ส่วนในช่วงหัวค่ำที่ตลาดยามเย็นแห่งนี้ยังมีกิจกรรมล่องเรือไปชมหิ่งห้อยกันอีกด้วย นับเก๋ไก๋ไม่เหมือนใครเลยทีเดียว สอบถามได้ที่ เทศบาล ต.อัมพวา โทร. 0-3475-1351
ตลาดคลองสวน : ตั้งอยู่ริมคลองประเวศน์บุรีรมย์ในพื้นที่ 2 จังหวัดคือ ต.เทพราช อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทราและ ต.คลองสวน อ.บางบ่อ จ.สมุทรปราการ ตลาดคลองสวนเป็นตลาดเก่าแก่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงบัดนี้ก็อายุรวมได้ร้อยกว่าปีแล้วในอดีตตลาดคลองสวนถือเป็นจุดแวะพักเรือก่อนเข้ากรุงเทพฯและเป็นศูนย์รวมของชุมชน ปัจจุบันเป็นตลาดที่ชุมชนร่วมกันอนุรักษ์บ้านเรือนและวิถีอันเรียบง่ายไว้ ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งปลูกสร้างที่คงไว้ด้วยกลิ่นอายสมัย ร.5 บรรยากาศการซื้อขาย สินค้า และอาหารการกินอันเรียบง่ายเป็นกันเอง (สอบถามเพิ่มเติมที่ เทศบาล ต.คลองสวน 0-2739-3253, 0-2739-3329)

ตลาดน้ำบางน้ำผึ้ง : อ.พระประแดง จ.สมุทรปราการ เปิดขายกันเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ เท่านั้น ตลาดแห่งนี้ถือเป็นตลาดน้องใหม่ แต่เด่นด้วยวิถีชีวิตพื้นบ้านย้อนยุคของชาวบ้านริมคลอง ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวไทย เชื้อสายมอญ น้ำในคลองยังสะอาด มีของกินพื้นบ้านหลากหลายชนิดที่ชาวบ้านทำมาขายเอง โดยพายเรือขาย อาทิ ก๋วยเตี๋ยวหมูต้มยำ ขนมจีนน้ำยา หอยทอดขนมครก ขนมใส่ไส้ ขนมทองหยอด เม็ดขนุน ฝอยทอง กาละแมกวน ตะโก้มะพร้าว วุ้นลูกชุบ ตะโก้แห้ว ห่อหมกหมู เป็นต้น นอกจากนี้ก็มีผลไม้จากสวนที่มีอยู่ทั่วไปสองฝั่งคลอง ผลไม้ขึ้นชื่อที่สุดของบางน้ำผึ้ง คือมะม่วงน้ำดอกไม้ และยังมีไม้ดอกไม้ประดับ สินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เช่น ดอกไม้ประดิษฐ์ ไข่เค็มดินสอพอง บริเวณตลาดน้ำมีเรือพายให้บริการ นั่งเรือลัดเลาะชมพื้นที่สีเขียว 2 ฝั่งคลอง (สอบถามเพิ่มเติมที่ อบต.บางน้ำผึ้ง 0-2819-6762)


ตลาดบ้านใหม่ : บน ถ.ศุภกิจ อ.เมือง จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งตลาดบ้านใหม่แห่งนี้ก็เป็นตลาดเก่าอายุกว่า 100 ปี เช่นเดียวกัน โดยเป็นชุมชนชาวไทยเชื้อสายจีน เมื่ออดีตสถานที่แห่งนี้มีความคับคั่งด้วยผู้คนที่มาประกอบอาชีพค้าขาย รวมทั้งเป็นจุดแลกเปลี่ยนสินค้าสำคัญของจังหวัดฉะเชิงเทรา แม้วันเวลาผ่านพ้นไปนาน แต่ความสำคัญของตลาดริมน้ำแห่งนี้ก็ยังคงดำรงอยู่จนถึงปัจจุบัน ตลาดบ้านใหม่นี้นอกจากจะใช้เป็นสถานที่สำหรับถ่ายทำภาพยนตร์และละครยอดนิยมแล้ว ยังเป็นแหล่งอาหารอร่อย ขนมและของขบเคี้ยวนานาชนิด เป็นที่รวบรวมอาหารรสเด็ดของแปดริ้ว ทั้งอาหารจีน อาหารไทย ที่มีรสชาติตามมาตรฐานอาหารของแต่ละชาติ มีร้านกาแฟโบราณรสชาติเข้มข้นหอมหวาน เป็นที่รวบรวมของฝากที่ต้องแวะซื้อเป็นของฝากก่อนกลับบ้านทุกครั้ง (สอบถามเพิ่มเติมที่ ททท.สนง.ฉะเชิงเทรา 0-3731-2282, 0-3731-2284)
ตลาดสามชุก : ริมแม่น้ำสุพรรณบุรี อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี ตลาดแห่งนี้ก็นับเป็นอีกหนึ่งในตลาดเก่าแก่ ตัวตลาดเป็นห้องแถวไม้ 2 ชั้น อันเป็นเอกลักษณ์ ตลาดสามชุกในอดีตคือตลาดข้าวที่สำคัญ ปัจจุบันเป็นตลาดใกล้กรุงชื่อดัง มีสินค้าขายสารพัด โดยเฉพาะด้านอาหารการกินที่นี่ขึ้นชื่อมาก ทั้ง ข้าวห่อใบบัว ก๋วยเตี๋ยวยำบก กาแฟ ขนมไทยโบราณ ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีร้านเก่าแก่ อาทิ ร้านศิลป์ธรรมชาติ เป็นร้านถ่ายรูปโบราณที่มีกล้องถ่ายภาพอายุกว่าร้อยปี ร้านทำฟัน ร้านนาฬิกา ร้านขายทอง โรงแรมไม้ ฯลฯ (สอบถามเพิ่มเติมที่คณะกรรมการพัฒนาตลาดสามชุก 0-3557-2449, 0-3550-4498)

ตลาดดอนหวายตั้งอยู่ที่วัดดอนหวาย ต.บางกระทึก อ.สามพราน จ.นครปฐม ตลาดดอนหวายเป็นตลาดที่ยังคงเหลือสภาพตลาดเก่าในอดีตสมัยรัชกาลที่ 6 ลักษณะตัวอาคารเป็นอาคารไม้เก่าๆ ที่อยู่ติดริมแม่น้ำท่าจีน มีพ่อค้า แม่ค้า พายเรือนำสินค้า และอาหารมาจำหน่ายมากมาย ทั้งอาหารคาว ขนม ผลไม้ ผักสด ต้นไม้ เครื่องจักสาน และอื่นๆ อีกมากมาย อาทิ ปลาตะเพียน 3 รส น้ำพริกชนิดต่างๆ ห่อหมก ปลาช่อนเผาเกลือ เป็ดพะโล้ กุนเชียงหมู ปลาสลิดตากแห้ง ปลาทูสามรส สาลี่ทิพย์ โมจิ ปุยฝ้าย ขนมตาล ขนมตะโก้ ขนมเบื้อง ขนมฝักบัวโบราณ ลูกชุบ ทองม้วนสด ข้าวเหนียวแก้ว ขนมเปี๊ยะ และยังมีเรือบริการนำเที่ยวชมทิวทัศน์ของสองฝั่งแม่น้ำท่าจีนอีกด้วย (สอบถามเพิ่มเติมที่ ททท.สนง.นครปฐม 0-3451-2500, 0-3462-3691)
ตลาดน้ำไทรน้อย : ริมคลองพระพิมลราชา อ.ไทรน้อย จ.นนทบุรี ตลาดน้ำไทรน้อยแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของอาหารคาวหวาน ผัก ผลไม้ หลายชนิดที่ชาวบ้านนำมาจำหน่ายริมฝั่งคลอง มีรสชาติอร่อย สะอาด ถูกหลักอนามัยและราคาเป็นกันเอง นอกจากนี้ชมทัศนียภาพและวิถีชีวิตของชาวนนทบุรีที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งคลอง ยังคงสภาพความเป็นธรรมชาติและความเป็นไทยอยู่ โดยตลาดเปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์เท่านั้น (สอบถามเพิ่มเติมที่ ปชส.นนทบุรี 0-2580-0751, 0-2589-7615)


ตลาดโก้งโค้ง : ตั้งอยู่บ้านแสงโสม ถ.บางปะอิน-วัดพนัญเชิง ต.ขนอนหลวง อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยตลาดโก้งโค้งที่ชื่อฟังดูแปลกหูนั้นมาจากในสมัยก่อน ตลาดในสมัยโบราณคนขายจะนั่งขายสินค้าอยู่บนพื้นดิน ดังนั้นคนที่มาซื้อสินค้าจะต้องโก้งโค้ง เพื่อเลือกดูสินค้าที่ตนสนใจ โดยอากัปกริยาโก้งโค้งนั้น ทำได้สุภาพ นุ่มนวล ไม่เหมือนใคร และไม่มีชนชาติใดทำเหมือน ซึ่งบ้านแสงโสมนั้น ลักษณะเป็นบ้านเรือนไทยหมู่ใหญ่ และยังคงความเป็นสถาปัตยกรรมไทยโบราณไว้ จุดเด่นของตลาดโก้งโค้งนี้คือ การรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีวิถีชาวบ้านที่พ่อค้าแม่ขายจะแต่งกายชุดไทยย้อนยุค หรือชุดไทยแบบชาวบ้านจริงๆเพื่อรักษาวิถีชีวิตแบบอยุธยาเอาไว้ ภายในตลาดจำหน่ายพืช ผัก ผลไม้ปลอดสารพิษจากสวนชุมชน สินค้าอุปโภคบริโภค อาหารคาว-หวานนานาชนิด เช่น ขนมหม้อแกง ฝอยทอง เม็ดขนุน ขนมเบื้อง กล้วยนาบ ก๋วยเตี๋ยวเรือโบราณ ก๋วยเตี๋ยวเป็ด ส้มตำ ไก่ย่าง หมูสะเต๊ะ ห่อหมก กล้วยแขก ข้าวปั้นสูตรโบราณ เป็นต้น โดยจะเปิดเฉพาะวันเสาร์และอาทิตย์เช่นกัน (สอบถามเพิ่มเติมที่บ้านแสงโสม 0-3572-8286) ...........................


นอกจาก 10 ตลาดที่กล่าวมาแล้วก็ยังมีตลาดอื่นๆที่น่าสนใจใกล้กรุงเทพฯ อาทิ ตลาดน้ำดำเนินอันโด่งดัง ราชบุรี ตลาดน้ำ 4 ภาค พัทยา ที่เพิ่งเปิดตัวได้ไม่นาน ตลาดน้ำลำพญา นครปฐม ตลาด 9 ห้อง สุพรรณบุรี ตลาดน้ำบางน้อย สมุทรสงคราม ในขณะที่ตลาดบรรยากาศพื้นบ้านที่น่าสนใจในกรุงเทพฯก็มี อาทิ ตลาดน้ำตลิ่งชัน ตลาดไร้คาน(ตลาดวัดทอง) ตลาดน้ำวัดสะพาน ตลาดน้ำวัดไทร เป็นต้น ซึ่งนี่คือสิ่งควรค่าแก่การอนุรักษ์ไว้ให้อยู่คู่เมืองไทยไปตราบนานเท่านาน

Monday, January 5, 2009

ประเพณี"ฮีตสิบสอง"




ปฏิทินสากลเดินทางเข้าสู่ปีใหม่อีกครั้ง ถือเป็นการเปลี่ยนผ่านของรอบปี จากปีชวด-หนู 2551 เข้าสู่ปีฉลู- วัว 2552 ขณะที่การเปลี่ยนผ่านในวงรอบเล็กลงมาอย่างการเปลี่ยนผ่านของแต่ละเดือนนั้น หลายประเทศอาจไม่ให้ความสนใจ แต่สำหรับชาวอีสานโบราณแล้วนี่คือส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตวัฒนธรรม ซึ่งชาวอีสานได้บ่มเพาะภูมิปัญญา ก่อกำเนิดเป็นประเพณีสำคัญๆขึ้นมาและได้ร่วมสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน โดยพวกเขาเรียกขานประเพณีเหล่านี้รวมกันว่า "ฮีตสิบสอง"

ฮีตสิบสอง หมายถึง จารีตประเพณีประจำสิบสองเดือน ซึ่งถือเป็นโอกาสดีที่ชาวบ้านจะได้มาร่วมชุมนุมและทำบุญในทุกๆ เดือนของรอบปี และถือเป็นจรรยาของสังคม ผู้ที่ฝ่าฝืนก็จะเป็นผู้ที่ ผิดฮีต หรือ ผิดจารีต นั่นเอง(หลายครั้ง ฮีตสิบสอง มักจะกล่าวควบคู่" คลองสิบสี่ "(คองสิบสี่) ที่เป็นดังแบบแผนหรือแนวทางดำเนินชีวิต(คลอง=ครรลอง)แต่จะมุ่งเน้นไปทางศีลธรรมมากกว่าด้านอาชีพ)



สำหรับประเพณีหลักๆ 12 เดือนตามฮีตสิบสองของชาวอีสานโบราณนั้นประกอบด้วย


เดือนเจียง (เดือนอ้าย) มีการประกอบพิธีบุญเข้ากรรม ซึ่งเป็นเดือนที่พระสงฆ์เข้ากรรม (ปริวาสกรรม) เพื่อให้พระสงฆ์ผู้กระทำผิด ได้สารภาพต่อหน้าคณะสงฆ์ เป็นการฝึกจิตสำนึกถึงความบกพร่องของตน และมุ่งประพฤติตนให้ถูกต้องตามพระธรรมวินัยต่อไป ชาวบ้านก็จะมีการทำบุญเลี้ยงผีต่างๆ


เดือนยี่ ในฤดูหลังการเก็บเกี่ยว ชาวบ้านจะทำบุญคูณข้าวหรือบุญคูณลาน โดยนิมนต์พระสวดมนต์เย็น เพื่อเป็นมงคลแก่ข้าวเปลือก รุ่งเช้าเมื่อพระฉันเช้าแล้วจะมีการทำพิธีสู่ขวัญข้าว นอกจากนี้ชาวบ้านจะเตรียมเก็บสะสมฟืนไว้หุงต้มที่บ้าน


เดือนสาม ในมื้อเพ็ง หรือวันเพ็ญเดือนสาม จะมีการทำบุญข้าวจี่และบุญมาฆบูชา การทำบุญข้าวจี่จะเริ่มตอนเช้า โดยใช้ข้าวเหนียวปั้นใส่น้ำอ้อยนำไปจี่บนไฟอ่อนแล้วชุบด้วยไข่ เมื่อสุกแล้วนำไป ถวายพระ


เดือนสี่ ทำบุญพระเวสฟังเทศน์มหาชาติ ในงานบุญนี้มักจะมีผู้นำของมาถวายพระ ซึ่งเรียกว่า "กัณฑ์หลอน" หรือถ้าจะถวายเจาะจงเฉพาะพระนักเทศน์ที่ตนนิมนต์มาก็จะเรียกว่า "กัณฑ์จอบ" เพราะต้องแอบซุ่มดูให้แน่เสียก่อนว่าใช่พระรูปที่จะถวายเฉพาะเจาะจงหรือไม่


เดือนห้า ประเพณีตรุษสงกรานต์ หรือบุญสรงน้ำ หรือบุญเดือนห้า ซึ่งมีขึ้นในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนห้า และถือเป็นเดือนสำคัญ เพราะเป็นเดือนเริ่มต้นปีใหม่ไทย การสรงน้ำจะมีทั้งการรดน้ำพระพุทธรูป พระสงฆ์ และผู้หลักผู้ใหญ่ ด้วยน้ำอบน้ำหอมเพื่อขอขมาและขอพร ตลอดจนมีการทำบุญถวายทาน


เดือนหก ประเพณีบุญบั้งไฟและบุญวันวิสาขบูชา การทำบุญบั้งไฟเป็นการขอฝน พร้อมกับงานบวชนาค ซึ่งการทำบุญเดือนหกถือเป็นงานสำคัญก่อนการทำนา หมู่บ้านใกล้เคียงจะนำเอาบั้งไฟมาจุดประชันขันแข่งกัน หมู่บ้านที่รับเป็นเจ้าภาพจะจัดอาหาร เหล้ายามาเลี้ยง เมื่อถึงเวลาก็จะตั้งขบวนแห่บั้งไฟและรำเซิ้งออกไป ณ ลานที่จุดบั้งไฟ ด้วยความสนุกสนาน คำเซิ้งและการแสดงประกอบจะออกไปในเรื่องเพศ แต่จะไม่คิดเป็นเรื่องหยาบคายแต่อย่างใด ซึ่งประเพณีบุญบั้งไฟจะจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ทุกปีที่จังหวัดยโสธร ส่วนการทำบุญวิสาขบูชานั้น จะมีการทำบุญเลี้ยงพระ ฟังเทศน์ ช่วงเย็นมีการเวียนเทียนเช่นเดียวกับภาคอื่นๆ


เดือนเจ็ด ทำบุญซำฮะ (ล้าง) หรือบุญบูชาบรรพบุรุษ มีการเซ่นสรวงหลักเมือง หลักบ้าน ปู่ตา ผีตาแฮก ผีเมือง เป็นการทำบุญเพื่อระลึกถึงผู้มีพระคุณ

เดือนแปด ทำบุญเข้าพรรษาซึ่งเป็นประเพณีทางพุทธศาสนาโดยตรง ลักษณะการจัดงานจึงคล้ายกับทางภาคอื่นๆ ของประเทศไทย เช่น มีการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารแด่พระภิกษุสงฆ์สามเณร มีการฟังธรรมเทศนาตอนบ่าย ชาวบ้านหล่อเทียนใหญ่ถวายเป็นพุทธบูชาและเก็บไว้ตลอดพรรษา การนำไปถวายวัดจะมีขบวนแห่ฟ้อนรำเพื่อให้เกิดความคึกคักสนุกสนาน ประเพณีแห่เทียนพรรษาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดต้องเป็นที่จังหวัดอุบลราชธานี


เดือนเก้า ประเพณีทำบุญข้าวประดับดิน เป็นการทำบุญเพื่ออุทิศแก่ญาติผู้ล่วงลับ เพื่อบูชาผีบรรพบุรุษและผีไร้ญาติ โดยชาวบ้านจะทำการจัดอาหาร ประกอบด้วยข้าว ของหวาน หมากพลู บุหรี่ ห่อด้วยใบตองกล้วย ร้อยเป็นพวง เตรียมไว้ถวายพระช่วงเลี้ยงเพล บางพื้นที่อาจจะนำห่อข้าวน้อย เหล้า บุหรี่ แล้วนำไปวางหรือแขวนไว้ตามต้นไม้ และกล่าว เชิญวิญญาณของบรรพบุรุษและญาติมิตรที่ล่วงลับไปมารับส่วนกุศลในครั้งนี้ ต่อมาใช้วิธีการกรวดน้ำหลังการถวายภัตตาหารพระสงฆ์แทน การทำบุญข้าวประดับดิน นิยมทำกันในวันแรม 14 ค่ำ เดือนเก้า หรือที่เรียกว่า บุญเดือนเก้า

เดือนสิบ ประเพณีทำบุญข้าวสากหรือข้าวสลาก (สลากภัตร) ตรงกับวันเพ็ญ เดือนสิบ ผู้ถวายจะเขียนชื่อของตนลงในภาชนะที่ใส่ของทาน และเขียนชื่อลงในบาตร ภิกษุสามเณรรูปใดจับได้ สลากของใคร ผู้นั้นจะเข้าไปถวายของ เมื่อพระฉันเสร็จแล้วจะมีการฟังเทศน์ เพื่อเป็นการอุทิศให้แก่ผู้ตาย

เดือนสิบเอ็ด ประเพณีทำบุญออกพรรษา ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือนสิบเอ็ด พระสงฆ์จะแสดงอาบัติ ทำการปวารณา คือ การเปิดโอกาสให้ว่ากล่าวตักเตือนกันได้ ต่อมาเจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่จะให้โอวาทเตือนพระสงฆ์ ให้ปฏิบัติตนอย่างผู้ทรงศีล พอตกกลางคืนจะมีการจุดประทีป โคมไฟ นำไปแขวนไว้ตามต้นไม้ในวัดหรือตามริมรั้ววัด จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า บุญจุดประทีป ในจังหวัดนครพนมจะมีประเพณีการไหลเหลือไฟ ซึ่งตกแต่งด้วยตะเกียงน้ำมันก๊าดเป็นรูปต่างๆ สวยงามกลางลำน้ำโขง และมีหลายจังหวัดที่จัดงานแห่ปราสาทผึ้งขึ้น แต่ที่นับว่าเป็นต้นตำรับและมีความยิ่งใหญ่กว่าที่ใด ก็คือ จังหวัดสกลนคร

เดือนสิบสอง เป็นเดือนส่งท้ายปีเก่า ซึ่งจะมีการทำบุญกองกฐิน โดยเริ่มตั้งแต่วันแรม หนึ่งค่ำ เดือนสิบเอ็ดถึงกลางเดือนสิบสอง แต่ชาวอีสานในสมัยก่อนนิยมเริ่มทำบุญทอดกฐินกันตั้งแต่ข้างขึ้นเดือนสิบสอง จึงมักจะเรียกบุญกฐินว่า บุญเดือนสิบสอง สำหรับประชาชนที่อาศัยอยู่ตามริมฝั่งแม่น้ำใหญ่ เช่น แม่น้ำโขง แม่น้ำชี และแม่น้ำมูล จะมีการจัดส่วงเฮือ (แข่งเรือ) เพื่อระลึกถึง อุสุพญานาค บางแห่งจะมีการทำบุญดอกฝ้ายเพื่อใช้ทอเป็นผ้าห่มกันหนาวถวายพระเณร มีการจุดพลุตะไล และบางแห่งจะมีการทำบุญโกนจุกลูกสาว ซึ่งนิยมทำกันมากในสมัยก่อน

ประเพณีทั้งสิบสองเดือน ชาวอีสานโบราณถือว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่เดือนอ้ายจนถึงเดือนสิบสอง ใครที่ไม่ไปช่วยงานบุญก็จะถูกสังคมตั้งข้อรังเกียจ และไม่คบค้าสมาคมด้วย การร่วมประชุมทำบุญเป็นประจำทำให้ชาวอีสานมีความสนิทสนมรักใคร่และสามัคคีกัน ทั้งภายในหมู่บ้านของตนและในหมู่บ้านใกล้เคียง

สำหรับวันนี้ด้วยสภาพสังคมที่เปลี่ยนไป ส่งผลให้ประเพณี 12 เดือนหลายอย่างของชาวอีสานเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย ในขณะที่บางประเพณีก็เริ่มสูญหาย ซึ่งหากประเพณีเหล่านี้ไม่มีการสืบต่อหรือไม่มีการอนุรักษ์ไว้ บางทีในอนาคตเด็กรุ่นใหม่อาจไม่รู้จักประเพณีอันดีงามอย่าง"ฮีตสิบสอง"ก็เป็นได้

ผู้สนใจร่วมสัมผัสศิลปวัฒนธรรม ประเพณี และสถานที่ท่องเที่ยวของภาคอีสาน และบริการด้านการท่องเที่ยวอื่นๆได้ในงาน เทศกาลเที่ยวอีสาน 2552 หรือ Amazing E-san Fair 2009 ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15 – 18 มกราคม 2552 ณ ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์